New Monster+ สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ระดับไอคอน ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything you need, nothing more” ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่” มาพร้อมเครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กิโลกรัม และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake control (EBC) พร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน
Monster รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดดเด่นเข้าด้วยกัน ตัวรถมีเส้นสายสปอร์ต แต่ยังคงความดุดัน พร้อมจุดสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันทรง Bison-back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมดีไซน์ช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซน์ใหม่แบบ Full-LED Double “C” ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม. เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและควบคุมได้ง่าย เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing) ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถผสานความนุ่มนวลในรอบต่ำ แรงดึงในรอบกลาง และ พละกำลังในรอบสูง โดยให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และให้แรงบิด 70% ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รอบ/นาที และยังคงแรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000 – 10,000 รอบ/นาที นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็น 1 ในมาตรฐานที่ดีที่สุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน
โครงสร้างสปอร์ต น้ำหนักเบา และควบคุมง่าย โดยใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-down ขนาด 43 มม. และ โช้คหลัง Showa monoshock ปรับพรีโหลดได้ พร้อมระบบเบรกจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์ M4.32 radial และยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55 มอบการยึดเกาะและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการใช้งานบนถนน
เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่สนุกและปลอดภัย มาพร้อมโหมดการขับขี่ (Riding mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น Cornering ABS, Ducati Traction Control (DTC), Ducati Wheelie Control (DWC), Engine Brake Control (EBC), Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซน์ใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสมและชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์
โดย Monster ถือเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ของ Ducati ที่เจ้าของนิยมปรับแต่งมากที่สุด Ducati Performance จึงนำเสนออุปกรณ์เสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น เบาะแบบสปอร์ต, คาร์บอนไฟเบอร์แฟริ่ง และ Billet Aluminum รวมถึงท่อไอเสีย Termignoni ที่พัฒนาร่วมกันกับทาง Ducati
โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน เปิดราคาจำหน่ายที่
- Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท
- Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท
- Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท








Skip to content






